บูลลี่-อวดรวย ในโรงเรียนอินเตอร์ มีบ้างไหม? เป็นแบบไหน?

เวลาเราเปิดดูโบรชัวร์โรงเรียนอินเตอร์ ภาพที่เห็นมักจะสวยงามราวกับฝัน สนามหญ้ากว้างๆ เด็กๆ ยิ้มแย้มคุยภาษาอังกฤษกันปร๋อ ดูเป็นสังคมคุณภาพที่น่าพาลูกไปอยู่ด้วยที่สุดเลยนะคะ แต่ในโลกความเป็นจริง เมื่อเด็กมารวมตัวกัน “ความขัดแย้ง” เป็นเรื่องที่หนีไม่พ้นค่ะ ยิ่งในสังคมที่มีพื้นฐานฐานะใกล้เคียงกัน ปัญหาเรื่องการเหยียดชนชั้นหรือการบูลลี่ มักจะมาในรูปแบบที่ซับซ้อนและ “เนียน” กว่าที่เราคิดไว้เยอะเลยค่ะ
อย่างเรื่องบูลลี่ในเวอร์ชันอินเตอร์เนี่ย บางทีก็ไม่ได้มาในรูปของการชกต่อยให้เห็นรอยแผลนะคะ แต่มันคือการ “กีดกันทางสังคม” ที่เจ็บลึกกว่ามาก ตั้งแต่การตั้งกลุ่มแชทแยกเพื่อแบนเพื่อน หรือการเหยียดสำเนียงภาษาอังกฤษที่ไม่เป๊ะ ไปจนถึงคำถามคลาสสิกตอนเปิดเทอมที่ว่า “ปิดเทอมนี้ไปเที่ยวประเทศอะไรมา?” ซึ่งถ้าลูกเราไม่ได้ไปไหนเหมือนเพื่อน เขาก็อาจจะเริ่มรู้สึกถึงความแปลกแยกได้ทันที นี่คือโจทย์ที่พ่อแม่สายลงทุนอย่างเราต้องเตรียมรับมือค่ะ
เราปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ค่ะว่าเด็กๆ มักจะเปรียบเทียบกันเอง ตั้งแต่มือถือรุ่นล่าสุดไปจนถึงยี่ห้อรองเท้า ดังนั้นเวลาไป Open House อย่ามัวแต่ดูสระว่ายน้ำที่ทันสมัยอย่างเดียวค่ะ สิ่งที่ต้องเช็กให้ลึกคือโรงเรียนเขามี “กฎการใช้มือถือ” ชัดเจนแค่ไหน เพราะมือถือนี่แหละคือตัวต้นเรื่องของการเปรียบเทียบและการบูลลี่เลยค่ะ
โรงเรียนที่จัดการเก่งๆ ส่วนใหญ่จะแยกกฎตามวัยอย่างชัดเจนเลยนะคะ อย่างเด็กเล็กเนี่ยส่วนใหญ่จะ “Zero Phone Policy” คือห้ามพกมาเลย หรือถ้าเอามาต้องฝากครูไว้ตั้งแต่เช้า เพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นและมีปฏิสัมพันธ์กันจริงๆ ไม่ใช่ก้มหน้าอยู่กับจอ ส่วนเด็กโตที่เริ่มต้องใช้เพื่อการเรียน กฎมักจะเปลี่ยนเป็น “Phone-Free Zones” หรืออนุญาตให้ใช้แค่ในคาบเรียนที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อลดโอกาสที่เด็กจะไปใช้โซเชียลแอบบูลลี่กันลับหลังครูค่ะ
อีกเรื่องที่สำคัญมากคือ “นักจิตวิทยาในโรงเรียน” (School Counselor) ค่ะ ลองถามดูเลยนะคะว่าโรงเรียนมีนักจิตวิทยาประประจำกี่คน และ “เข้าถึงง่าย” แค่ไหน เพราะบางครั้งปัญหาบูลลี่มันไม่ได้จบแค่การทำโทษคนผิด แต่มันคือการเยียวยาใจเด็กที่โดนกระทำ และการปรับทัศนคติเด็กที่ชอบแกล้งเพื่อนด้วยค่ะ โรงเรียนที่มีระบบซัพพอร์ตดีๆ นักจิตวิทยาจะเดินปะปนอยู่กับเด็กๆ เลย ไม่ใช่แค่นั่งรออยู่ในห้องมืดๆ ที่เด็กคนไหนเดินเข้าไปแล้วจะถูกเพื่อนมองว่า “มีปัญหา”
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าโรงเรียนจะดีแค่ไหน สังคมเด็กย่อมมีรอยร้าวได้เสมอ สิ่งที่ลงทุนมัมอยากฝากไว้คือ การจ่ายค่าเทอมราคาแพงไม่ได้การันตีว่าลูกเราจะเจอแต่คนดีร้อยเปอร์เซ็นต์นะคะ แต่เราควรจ่ายเพื่อซื้อ “ระบบบริหารจัดการปัญหา” ที่มีประสิทธิภาพต่างหาก ส่วนเกราะป้องกันที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็น “บ้าน” ของเรานี่แหละค่ะ ที่ต้องคอยเติมความภูมิใจให้ลูกรู้ว่าคุณค่าของเขาอยู่ที่ความสามารถ ไม่ใช่ข้าวของเครื่องใช้ที่เขาถืออยู่ในมือค่ะ
แม่ๆ เคยเจอประสบการณ์ลูกโดนเพื่อนบูลลี่ หรือมีโรงเรียนไหนที่มีกฎเรื่องมือถือและการดูแลใจเด็กได้ประทับใจบ้างไหมคะ? มาแชร์ข้อมูลกันได้นะคะ เผื่อเป็นแนวทางให้แม่บ้านอื่นเตรียมตัวรับมือกันค่ะ!
=============
ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ ลงทุนมัม ได้ที่
FB: http://www.facebook.com/longtunmom/
Website: https://www.longtunmom.com
Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCtmKu2CuSFh8-5UQZORg80Q
