MAP Test คืออะไร? ทำไมโรงเรียนหลักสูตร US ถึงใช้กัน?

MAP Test คืออะไร? ทำไมโรงเรียนหลักสูตร US ถึงใช้กัน?
MAP Test คืออะไร? ทำไมโรงเรียนหลักสูตร US ถึงใช้กัน?

ตอนที่แล้วเราคุยกันไปแล้วนะคะว่า US Curriculum มีหลักสูตรแกนกลางที่ชัดเจน และต้องมี accreditation มาช่วยยืนยันว่าได้มาตรฐานจริงๆ แล้วแม่เพ็ญก็บอกไปว่า ยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่โรงเรียนหลักสูตร US หลายแห่งใช้ นั่นก็คือ MAP test

พ่อแม่หลายบ้านพอได้ยินคำว่า “โรงเรียนเราใช้ MAP Test เพื่อติดตามพัฒนาการของเด็กนะคะ” ก็อาจจะยังสงสัยว่า MAP คืออะไร สอบไปทำไม แล้วผลสอบมันช่วยอะไรเราได้บ้าง? วันนี้ลงทุนมัมจะมาเล่าให้ฟังค่ะ

“MAP Test” หรือชื่อเต็ม Measures of Academic Progress® (MAP Growth™) เป็นแบบประเมินการเรียนรู้จากองค์กร NWEA ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็น nonprofit ที่ทำวิจัยด้านการประเมินผลมานาน 

◾️ จุดเด่นของ MAP คือเป็นแบบทดสอบ คอมพิวเตอร์ที่ปรับระดับตามตัวเด็ก (computer-adaptive)ถ้าลูกเราทำข้อสอบถูก ระบบจะค่อย ๆ เพิ่มความยากขึ้น แต่ถ้าทำผิดบ่อย ระบบก็จะลดระดับความยากลง เป้าหมายของมันคือ ไม่ได้จะถามว่า “ลูกทำได้กี่ข้อจาก 40 ข้อ” แต่จะพยายามตอบคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ตอนนี้ระดับความสามารถที่แท้จริงของลูก อยู่ประมาณตรงไหนกันแน่”

◾️ เป้าหมายของ MAP test ไม่ใช่ดูว่าลูกทำได้กี่ข้อ แต่จะตอบว่าตอนนี้ระดับความสามารถที่แท้จริงของลูกอยู่ตรงไหน และลูกพัฒนาาขึ้นแค่ไหนจากครั้งที่แล้ว

◾️ MAP test จะวัดหลักๆ สามด้านคือ Reading (การอ่าน) Language Usage (การใช้ภาษา) และ Mathematics (คณิตศาสตร์)  บางโรงเรียนอาจมี Science เพิ่ม 

◾️ ผลสอบจะไม่ออกมาแค่ทำถูกกี่ข้อ แต่จะออกมาเป็นคะแนนที่เรียกว่า RIT score (Rasch Unit) ซึ่งเป็นสเกลต่อเนื่อง ใช้ได้ตั้งแต่ Kindergarten ไปจนถึง Grade 12 ข้อดีของสเกลแบบนี้คือ ไม่ได้ผูกติดกับเกรดแบบตายตัว (ไม่ใช่ “เด็ก ป.3 ต้องได้เท่านี้” เท่านั้นถึงจะถือว่าดี) แต่ใช้ดูได้ว่าลูกพัฒนาขึ้นบนสเกลเดิมแค่ไหนในแต่ละครั้งที่สอบ

โรงเรียนนานาชาติในไทยที่ใช้หลักสูตร US โดยเฉพาะโรงเรียนที่มี accreditation จาก WASC, NEASC มักจะใช้ MAP test เป็นเครื่องมือหลัก เพราะเป็นเครื่องมือที่มีฐานวิจัยรองรับ มี norm เทียบกับเด็กในระดับชั้นเดียวกันทั่วโลก และรายงานละเอียดมาก ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักฐานว่ามีการใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนาเด็กจริง ไม่ใช่แค่สอนตามหลักสูตรแล้วจบ 

หลายโรงเรียนจะเริ่มใช้ราวๆ อนุบาลปีที่ 2-3 หรือ Grade 1 (ประมาณ 5-7 ขวบ) แล้วให้เด็กสอบปีละ 2-3 ครั้ง เพื่อเห็นกราฟการเติบโตของลูกได้ชัดเจนขึ้น ตามข้อมูลจาก NWEA ตอนนี้ MAP Growth ถูกใช้กับเด็กกว่า 13 ล้านคน ในมากกว่า 35,000 โรงเรียน และ 146 ประเทศ ทั่วโลก

ลงทุนมัมมองว่า MAP test ช่วยให้เราเห็นลูกใน 3 มิติ ไม่ใช่แค่ตัวเลขคะแนนครั้งเดียว มิติแรกคือ เห็นว่าลูกเราอยู่จุดไหนเมื่อเทียบกับเด็กที่เรียนระบบนี้ทั่วโลก เพราะคะแนน RIT ของลูกจะถูกเทียบกับค่าเฉลี่ยของเด็กในระดับชั้นเดียวกันทั่วโลก 

มิติที่สอง คือ เห็นว่าลูกเราพัฒนาขึ้นแค่ไหน เมื่อเทียบกับตัวเขาเอง นี่คือจุดที่โรงเรียนสาย US รัก MAP test มาก เราจะเห็นชัดเจนว่า จากเทอม/ปีที่แล้วถึงรอบนี้ ลูกพัฒนาขึ้นกี่คะแนน จุดนี้สำคัญมาก เพราะแม้คะแนนจะไม่ได้หวือหวา แต่ถ้า growth ดีและสม่ำเสมอ นั่นคือสิ่งที่ควรดีใจกันมากๆ ค่ะ 

มิติที่สาม ใช้ผล MAP วางแผน “สอน–เสริม–ช่วย” ได้ตรงจุด รายงาน MAP แตกย่อยลงไปเป็นกลุ่มทักษะ เช่น ในวิชา Reading อาจแยกเป็น vocabulary, comprehension ทำให้ครูปรับแผนการสอนได้ตรงจุด 


แล้วพ่อแม่จะเอาผล MAP Test ไปใช้ประโยชน์ยังไง? 

  1. ขอรายงานผล MAP จากโรงเรียน และขอเวลาคุยกับครูให้ช่วยอธิบายจุดสำคัญของผล 
  2. มองแนวโน้มมากกว่ามองคะแนนครั้งเดียว ดูว่าลูกโตขึ้นเท่าไหร่ในแต่ละรอบ 
  3. ใช้รายงานเป็นฐานในการคุยกับครู ว่าจากผล MAP จุดแข็ง/จุดที่ควรช่วยของลูกคืออะไร
  4. เสริมที่บ้านแบบมีเป้าหมาย ถ้า MAP ชี้ว่า vocabulary ยังอ่อน อาจเพิ่มเวลาอ่านหนังสือให้มากขึ้น

MAP Test คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเห็นพัฒนาการของลูกแบบมีข้อมูลจริง ไม่ต้องเดา ถ้าเราเข้าใจและเอาไปใช้ให้เป็น มันจะกลายเป็นเครื่องมือที่มีค่ามากๆ เลยค่ะ

ตอนหน้าแม่เพ็ญจะมาเล่าต่อเรื่อง AP (Advanced Placement) ว่ามันคืออะไร ต่างจาก MAP test ยังไง และจะวางแผน AP ยังไงให้ลูกพร้อมไปต่อมหาวิทยาลัยต่างประเทศ


Ref: https://www.nwea.org/map-growth

=============

ติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ ลงทุนมัม ได้ที่

FB: http://www.facebook.com/longtunmom/

Website: https://www.longtunmom.com

Youtube: https://www.youtube.com/channel/UCtmKu2CuSFh8-5UQZORg80Q