ถ้าบ้านไหนเคยหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนต่อประเทศอังกฤษมาบ้าง น่าจะเคยได้ยินชื่อ St Paul’s Girls’ School, London กันมาบ้าง
โรงเรียนที่ครองอันดับ 1 ด้านวิชาการในอังกฤษมาเกือบทุกปี และในปี 2026 นี้โรงเรียนแห่งนี้กำลังเตรียมมาเปิดแคมปัสที่กรุงเทพฯ ในชื่อ SPGS International School Bangkok (เอสพีจีเอส กรุงเทพฯ) ตั้งอยู่ในย่านพระราม 3 (ถนนวงแหวนอุตสาหกรรม) เดินทางสะดวก แถมแคมปัสออกแบบมาสวยและทันสมัยมาก

เรื่องที่ลงทุนมัมมองว่าเป็นไฮไลท์ที่ต่างจากโรงเรียน British Curriculum อื่นๆ ก็คือ School Directed Courses ค่ะ แต่ก่อนจะเล่าว่าน่าสนใจยังไง มาทำความรู้จักกับโรงเรียน St Paul’s Girls’ School, London กันก่อนนะคะ
St Paul’s Girls’ School โรงเรียนที่มีต้นกำเนิดมาจากลอนดอน ก่อตั้งในปี 1904 ซึ่งนับรวมถึงปัจจุบันแล้ว โรงเรียนแห่งนี้มีอายุถึงกว่า 120 ปี โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา ทาง The Sunday Times ยกให้เป็น The Independent School of the Year for GCSEs และได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับหนึ่งของประเทศอังกฤษด้านความเป็นเลิศทางวิชาการถึง 13 จาก 14 ปีที่ผ่านมา
ผลลัพธ์ของนักเรียนที่จบจากที่นี่ก็น่าทึ่งค่ะ
- 92% สอบเข้ามหาวิทยาลัย Top 100 ของโลกได้
- 54% เข้า Oxford, Cambridge และ Ivy League
- ผลสอบ GCSE เกรด 9-7 (เทียบเท่า A*-A) สูงถึง 99% และรักษามาตรฐานนี้มากว่า 10 ปี


ถึงแม้ว่าการที่โรงเรียนดังจากต่างประเทศมาเปิดสาขาในไทยจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราเห็นกันมาหลายแห่งแล้ว แต่ SPGS International School Bangkok หรือเรียกสั้นๆว่า St Paul’s Bangkok มีจุดที่น่าสนใจต่างออกไปค่ะ
โดย St Paul’s Bangkok เป็นโรงเรียนนานาชาติจาก St Paul’s Girls’ School แห่งที่สองของโลก (แห่งแรกอยู่ที่เฉิงตู ประเทศจีน) เปิดรับนักเรียนตั้งแต่ Pre-Nursery (2 ขวบ) ไปจนถึง Year 13 (18 ปี) โดยเป็นโรงเรียนสหศึกษา รับทั้งเด็กชายและเด็กหญิง ไม่เหมือนที่ลอนดอนที่เป็นหญิงล้วน ถือเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ สามารถรับเด็กได้กว่า 1,800 คน
โดยในปีการศึกษา 2026-2027 นี้ โรงเรียนจะเริ่มเปิดสอนระดับ Pre-Nursery ไปจนถึง Year 6 ก่อน และมีแผนเปิด Senior School ตั้งแต่ Year 7 ขึ้นไปในปี 2027 ค่ะ



เรื่องหลักสูตรของ St Paul’s Bangkok นั้น ส่งตรงมาจากอังกฤษเลย โดยในช่วงเด็กเล็กจะเน้นการเรียนผ่านการเล่นแบบ EYFS (Early Year Foundation Stage) พอโตขึ้นมาในระดับ Year 1 ขึ้นไป ก็จะใช้หลักสูตร English National Curriculum ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับ เน้นการสืบเสาะหาความรู้ เด็กจะถูกสอนโดยครูเฉพาะทางในแต่ละวิชา ในห้องเรียนขนาดเล็ก พร้อมระบบ tutor ที่ดูแลเรื่อง wellbeing ของเด็กเป็นรายบุคคล
พอขึ้น Year 10-11 นักเรียนที่ St Paul’s Bangkok จะเรียน IGCSE ควบคู่กับสิ่งที่เรียกว่า School Directed Courses ซึ่งมีต้นฉบับมากจาก St Paul’s Girls’ School, London เพื่อผลักดันเด็กให้ไปไกลกว่ากรอบ GCSE ปกติ โดยเนื้อหาจะกว้างกว่าและลึกกว่า เปิดให้เด็กได้ทดลอง สร้างสรรค์ และคิดวิเคราะห์ในระดับที่หลักสูตรมาตรฐานไปไม่ถึง โดยครอบคลุมสาขา Creative Technology, Computer Science, Drama, Music และ Art ซึ่งหลักสูตรเหล่านี้ได้รับการประเมินจากภายนอกและเป็นที่ยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ตัวอย่างเช่น วิชา Creative Technology ถ้าเป็น GCSE ปกติ เด็กก็จะเรียนตามกรอบที่สอบบอร์ดกำหนดมา แต่ถ้าเป็น School Directed Courses ของ St.Paul’s Bangkok จะไม่ใช่แค่เรียนเขียนโค้ด แต่เป็นการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์ผลงานจริงๆ เชื่อมโยงกับศิลปะและดีไซน์ เน้นกระบวนการคิดมากกว่าท่องจำไปสอบ ซึ่งตรงกับทิศทางการศึกษาในอนาคต


ที่สำคัญ St Paul’s Bangkok จะเป็นโรงเรียนเพียงแห่งเดียวในโลก นอกเหนือจาก St Paul’s Girls’ School, London ที่เปิดสอนหลักสูตรนี้ โดยจะนำมาใช้ในระดับ Key Stage 4 สำหรับนักเรียนอายุ 14-16 ปีค่ะ และใน Year 12-13 นักเรียนที่นี่จะเรียนด้วยหลักสูตร IB Diploma ซึ่งเป็นการเตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับมหาวิทยาลัยทั่วโลก ไม่ว่าจะ UK, US, Europe หรือกลับมาเรียนในเอเชีย
สิ่งที่ทำให้ลงทุนมัมรู้สึกว่าที่นี่ไม่ธรรมดา คือ St Paul’s Bangkok เป็น authentic extension หรือส่วนขยายที่แท้จริงจากลอนดอน ไม่ใช่แค่ licensing deal เพราะทาง St Paul’s Girls’ School, London จะมีทีมที่ปรึกษาจากลอนดอนเข้ามาดูแล และมีการคัดเลือกครูที่เข้มงวดมาก
ผู้อำนวยการคนแรกของ St Paul’s Bangkok คือ Mr. Leigh O’Hara ซึ่งทำงานที่ St Paul’s Girls’ School, London มานานถึง 11 ปี ในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ตรงนี้ลงทุนมัมมองว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะคะ เพราะคนที่มาบริหารเป็นคนที่ซึมซับ DNA ของโรงเรียนต้นทางมาจริงๆ
และที่หลายคนอาจจะแปลกใจคือ ที่นี่ไม่มีเครื่องแบบนักเรียนค่ะ เพราะอยากให้เด็กๆ มั่นใจในตัวเอง กล้าแสดงออก และรู้จักตัดสินใจด้วยตัวเอง โรงเรียนเชื่อว่าเด็กไม่จำเป็นต้องถูกตีกรอบด้วยกฎระเบียบยาวเหยียด แต่ให้สร้าง Culture of Trust แทน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนจะมีกลิ่นอายแบบมหาวิทยาลัย คือคุยกันด้วยเหตุผล ถกเถียงกันได้ ครูไม่ใช่คนสั่ง แต่เป็นคนจุดประกายให้เด็กอยากรู้ อยากคิด อยากตั้งคำถาม


เรื่อง Facilities ต้องบอกว่าจัดเต็มค่ะ มีหอประชุมขนาด 605 ที่นั่ง มี Forest School สำหรับการเรียนรู้กลางแจ้ง มีสระว่ายน้ำระบบน้ำเกลือพร้อมทำความร้อนสำหรับเด็กเล็ก มีศูนย์ออกแบบและนวัตกรรม black box theatre สตูดิโอบันทึกเสียงระดับมืออาชีพ สนามกีฬาครบ ตั้งแต่ฟุตบอลไปจนถึงเทนนิสและ pickleball
สิ่งที่น่าสนใจคือแนวคิดเรื่อง Heart of the School ซึ่งเป็นพื้นที่กลางที่ออกแบบมาให้เด็กทุกวัยมาเจอกัน มีปฏิสัมพันธ์กัน สร้างความรู้สึกเป็นชุมชนตั้งแต่เด็กเล็กจนโต แคมปัสทั้งหมดถูกออกแบบโดยยึดแนวคิด wellbeing by design ทุกมุมคิดมาเพื่อส่งเสริมสุขภาวะของเด็ก และสิ่งที่ลงทุนมัมชอบเป็นพิเศษ คือ ระบบกรองอากาศมาตรฐานโรงพยาบาลทั่วทั้งโรงเรียน ในยุคที่ PM 2.5 เป็นปัญหาเรื้อรังของกรุงเทพฯ การที่โรงเรียนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ น่าจะทำให้คุณพ่อ คุณแม่สามารถส่งลูกไปโรงเรียนได้อย่างสบายใจมากยิ่งขึ้น